😈โรคซิฟิลิส (Syphilis)😈
ซิฟิลิส (Syphilis) คือ
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โรคหนึ่งที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการฉีดยาปฏิชีวนะ
แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาในระยะยาวอาจแสดงอาการในหลายระบบของร่างกายซึ่งร้ายแรงได้มากกว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น
ๆ โรคนี้มีระยะแฝงตัวของโรคที่ค่อนข้างยาวนาน
และสามารถแพร่ไปให้คู่สมรสและทารกในครรภ์ได้ เป็นโรคที่พบได้บ่อยรองจากหนองในแท้ (Gonorrhea) และหนองในเทียม (Non-gonococcal urethritis) และสามารถพบเกิดได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย
สาเหตุของโรคซิฟิลิส😥
เชื้อที่เป็นสาเหตุ : เกิดจากเชื้อซิฟิลิส
ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า “ทรีโพนีมาพัลลิดุม”
(Treponema pallidum) มีลักษณะคล้ายเกลียวสว่าน (Spirochete
bacteria) เชื้อชอบอยู่ในที่ที่มีความชื้นและตายได้ง่ายในที่ที่มีความแห้ง
และถูกทำลายได้ง่ายด้วยสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ
การติดต่อ : สามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิสในระยะที่
1 และถ้าสัมผัสกับน้ำเหลืองที่ผิวหนังของผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิสในระยะที่ 2
(ระยะออกดอก) ก็จะมีโอกาสที่จะรับเชื้อได้เช่นกัน
นอกจากนี้เชื้อยังสามารถติดจากแม่ไปสู่ลูกในขณะตั้งครรภ์โดยผ่านทางรกและในขณะคลอดได้ด้วย
ส่วนโรคในระยะที่ 3 มักจะเป็นระยะที่ไม่มีการติดต่อ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อเมือก เช่น ช่องคลอด
ท่อปัสสาวะ ทวารหนัก ช่องปาก เยื่อบุตา
หรือเข้าผ่านทางรอยถลอกหรือบาดแผลเล็กน้อยที่ผิวหนัง
เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายเชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดและไปจับตามอวัยวะต่าง ๆ
ทำให้เกิดโรคตามอวัยวะและทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาว เนื่องจากเชื้อซิฟิลิสเป็นเชื้อที่อ่อนแอและตายได้ง่าย
ดังนั้น เชื้อจึงไม่สามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสมือหรือเสื้อผ้า การนั่งโถส้วม
การจับลูกบิดประตู การใช้ช้อนส้อม การเล่นในอ่างอาบน้ำหรือสระว่ายน้ำร่วมกัน ระยะฟักตัวของโรค
(ตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งเกิดอาการ) : ประมาณ 10-90 วัน
(โดยเฉลี่ยคือประมาณ 21 วัน)
อาการของโรคซิฟิลิส😞
โรคซิฟิลิสมีอาการแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 หรือ ระยะเป็นแผล (Primary
syphilis) หลังจากติดเชื้อได้ประมาณ 10-90 วัน
ผู้ป่วยจะมีตุ่มเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 2-4 มิลลิเมตร
เกิดขึ้นตรงบริเวณที่เชื้อเข้า (อาจเกิดขึ้นที่อวัยวะเพศชาย อัณฑะ ช่องคลอด
หัวหน่าว ทวารหนัก ริมฝีปาก ลิ้น ต่อมทอนซิล หัวนม หรือขาหนีบ ก็ได้
สุดแล้วแต่ว่าตำแหน่งที่เชื้อเข้าคือตำแหน่งใด)
จากนั้นจะเริ่มขยายออกมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และจะแตกออกกลายเป็นแผลกว้างขึ้น
มีลักษณะเป็นรูปกลมหรือรูปไข่ ขอบแผลเรียบยกนูนและแข็ง พื้นแผลมีสีแดงและดูสะอาด
บริเวณก้นแผลแข็งมีลักษณะคล้ายกระดุม แผลจะไม่เจ็บไม่คัน ซึ่งเรียกว่า “แผลริมแข็ง” (Chancre) โดยแผลส่วนใหญ่มักจะมีเพียงแผลเดียว
หรืออาจมี 2 แผลซึ่งชนชิดกันก็ได้ ในอีกประมาณ 1
สัปดาห์หลังจากมีตุ่มขึ้น เชื้อจะเข้าไปอยู่ที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ
ส่งผลให้มีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตทั้ง 2 ข้าง กดไม่เจ็บ
มีลักษณะแข็งแยกจากกัน และสีของผิวหนังบริเวณต่อมน้ำเหลืองไม่เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ แม้จะไม่ได้รับการรักษา แผลจะหายไปได้เองภายใน 3-10 สัปดาห์ แต่เชื้อยังคงอยู่ในกระแสเลือด ซึ่งการเจาะเลือดหาวีดีอาร์แอล (VDRL)
จะพบเลือดบวกหลังจากมีแผลได้ประมาณ 1-2
สัปดาห์
ระยะที่ 2 หรือ
ระยะเข้าข้อออกดอก (Secondary syphilis) จะพบหลังจากระยะแรกประมาณ
4-8 สัปดาห์ (อาจเกิดหลังจากมีแผลเพียง 2-3 วัน หรือนานหลายเดือนก็ได้)
เชื้อจะเข้าไปอยู่ตามต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย (เช่น บริเวณหลังหู หลังขาหนีบ
และขาพับ) และเข้าไปสู่กระแสเลือด รวมทั้งกระจายไปตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีผื่นขึ้นทั้งตัวและที่ฝ่ามือฝ่าเท้าด้วย โดยผื่นจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีแดงหรือจุดน้ำตาลแดง
อาจพบเนื้อตายจากผื่นเป็นหย่อม ๆ และพบเนื้อเน่าหลุดออกมา มีน้ำเหลือง
และในน้ำเหลืองจะมีเชื้อซิฟิลิส แต่ผื่นเหล่านี้จะไม่คัน ซึ่งเรียกกันว่า “ระยะออกดอก” (ผื่นที่พบจะมีความแตกต่างจากผื่นของโรคอื่น
ๆ ที่มักมีอาการคันและไม่มีผื่นขึ้นที่ฝ่ามือฝ่าเท้า
แต่บางครั้งผื่นอาจมีลักษณะคล้ายโรคอื่น หรือมีลักษณะเป็นผื่นจาง ๆ
ทำให้ไม่ทันได้สังเกต)
นอกจากนี้ยังอาจพบอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น
รู้สึกไม่สบาย มีไข้ต่ำ ๆ เป็นครั้งคราว ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เบื่ออาหาร
น้ำหนักตัวลดลง เจ็บคอ เสียงแหบ ปวดหลัง ปวดตามกระดูก ปวดตามข้อเนื่องจากข้ออักเสบ
ผมร่วงทั่วศีรษะหรือร่วงเป็นหย่อม ๆ ต่อมน้ำเหลืองโต เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
ม่านตาอักเสบ ตับอักเสบ หน่วยไตอักเสบ โรคไตเนโฟรติก (Nephrotic
syndrome) แผลที่เยื่อบุในช่องปากหรือที่บริเวณอวัยวะเพศมีลักษณะเป็นแผลตื้น
ๆ มีเยื่อสีขาวปนเทาคลุม หูด (ที่เรียกว่า “Condyloma lata”) ขึ้นบริเวณที่อับชื้น (เช่น รอบ ๆ อวัยวะเพศ ทวารหนัก รักแร้ หรือขาหนีบ)
เป็นต้น
ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีผื่นขึ้นเลยก็ได้
แต่อาจมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น เช่น มีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามข้อ ผมร่วงทั่วศีรษะหรือร่วงเป็นหย่อม
ๆ ฯลฯ
ในระยะนี้ถ้าตรวจเลือดหาวีดีอาร์แอล (VDRL) จะพบเลือดบวก ผู้ป่วยจะมีผื่นและอาการต่าง ๆ อยู่ประมาณ 2-6 สัปดาห์ (หรืออาจนานกว่านี้) แล้วจะหายไปได้เองแม้ว่าจะไม่ได้รับการรักษา
แต่เชื้อจะยังคงแฝงตัวอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายและจะไม่แสดงอาการได้นานเป็นปี
ๆ ซึ่งอาจนานเป็น 5 ปี 10 ปี
หรือบางรายอาจนานถึง 30 ปี (การตรวจเลือดยังคงให้ผลบวกอยู่)
ซึ่งเราจะเรียกระยะนี้ว่า “ซิฟิลิสระยะแฝง” หรือ “ระยะสงบ” (Latent syphilis) และหลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3
ระยะที่ 3 หรือ ระยะทำลาย (Tertiary
syphilis) เป็นระยะสุดท้ายของโรค
เกิดจากการที่ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่ถูกต้อง เช่น
ซื้อยามากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร จึงทำให้เข้าสู่ระยะร้ายแรง
ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่สมองและไขสันหลัง ทำให้เป็นอัมพาต บ้านหมุน เดินเซ ชัก
ความจำเสื่อม ตามัว ตาบอด หูตึง หูหนวก บุคลิกภาพเปลี่ยนไป อาจเสียสติ
และอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าเชื้อเข้าสู่หัวใจก็จะทำให้หัวใจมีความผิดปกติ
ทำให้เป็นโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว (Aortic insufficiency) หลอดเลือดแดงใหญ่อักเสบ
(Aortitis) หรือหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง (Aortic aneurysm)
ผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิสอาจไม่มีแผลให้เห็นในระยะที่ 1 หรือมีอาการเข้าข้อออกดอกในระยะที่ 2
แต่เชื้อจะเข้าไปแฝงตัวอยู่ในร่างกายและรอเข้าสู่ระยะที่ 3
เลยก็ได้
สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิส
(อาจเป็นโดยไม่รู้ตัวหรือไม่มีอาการแสดงชัดเจน) แล้วไม่ได้รับการรักษา
เชื้ออาจถ่ายทอดไปยังทารกในครรภ์โดยผ่านเข้าไปทางรกได้
ซึ่งจะทำให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์
หรือเสียชีวิตในช่วงแรกคลอดจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้
หรือไม่ก็อาจทำให้เกิดความพิการไปตลอดชีวิต
ซึ่งเราจะเรียกซิฟิลิสที่เกิดในทารกในลักษณะนี้ว่า “ซิฟิลิสแต่กำเนิด”
(Congenital syphilis) ซึ่งเด็กจะมีอาการแสดงภายใน 6 สัปดาห์หลังการคลอด โดยจะมีอาการเป็นหวัดคัดจมูก
น้ำมูกเป็นหนองหรือช้ำเลือดช้ำหนอง มีผื่นขึ้น หนังลอกน่าเกลียด ซีด เหลือง บวม
ตับโต ม้ามโต และถ้าไม่ได้รับการรักษาเด็กจะมีความพิการต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น
กระจกตาอักเสบ (อาจกลายเป็นแผลกระจกตา สายตาพิการได้) ตาบอด ปากแหว่งเพดานโหว่
หน้าตาพิการ ฟันพิการ จมูกบี้หรือยุบ (พูดไม่ชัด) หูหนวก เป็นต้น
การวินิจฉัยโรคซิฟิลิส💬
แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จากการตรวจเลือดหาวีดีอาร์แอล
(Venereal
Disease Research Laboratory test - VDRL) เพื่อตรวจหาภูมิต่อเชื้อซิฟิลิส
(จะพบเลือดบวก)
การตรวจเชื้อจากน้ำเหลืองจากแผลหรือผื่นที่ปรากฏบนตัวผู้ป่วยไปส่องกล้องเพื่อหาตัวเชื้อโรค
(Darkfield exam) หรือจากการตรวจพิเศษอื่น ๆ
ตามดุลยพินิจของแพทย์
การวินิจฉัยซิฟิลิสจะต้องอาศัยการตรวจวีดีอาร์แอลเป็นสำคัญ
ซึ่งการตรวจจะดูจากอาการเพียงอย่างเดียวไม่ได้
ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม
ควรตรวจเลือดทุกรายเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นซิฟิลิส
หรือถ้าเป็นจะได้ให้การรักษาตั้งแต่ระยะแรกก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงตามมา
วิธีรักษาโรคซิฟิลิส💉💊
เมื่อเกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศโดยเฉพาะหลังการมีเพศสัมพันธ์ควรไปพบแพทย์เสมอ
(อย่าพยายามรักษาโรคนี้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นวิธีใด ๆ)
เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของแผลที่เกิดขึ้นและรับยารักษาชนิดและขนาดที่ตรงกับโรค
และเมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคซิฟิลิส แพทย์จะให้การรักษาโรคซิฟิลิสด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลินในขนาดสูง
ทั้งนี้ระยะเวลาการรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็นด้วยและผู้ป่วยจะต้องไปฉีดยาตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง
เพราะการขาดยาจะเป็นสาเหตุสำคัญทำให้โรคไม่หายขาดและเกิดโรคในระยะที่ 3 ได้
➤ สำหรับซิฟิลิสใน ระยะที่ 1 และ 2 แพทย์จะฉีดเบนซาทีนเพนิซิลลิน (Benzathine penicillin) ให้ในขนาด 2.4
ล้านยูนิตเข้ากล้ามเนื้อเพียงครั้งเดียว (สำหรับระยะที่ 2
อาจฉีดซ้ำอีกครั้งในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา)
แต่ถ้าผู้ป่วยแพ้ยานี้ แพทย์อาจให้รับประทานยาเตตราไซคลีน (Tetracycline) ครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 4
ครั้ง หรือดอกซีไซคลีน (Doxycycline) ครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 15 วัน แต่ถ้ารับประทานยาเตตราไซคลีนไม่ได้
แพทย์จะให้รับประทานยาอิริโทรมัยซิน (Erythromycin) ในขนาดเดียวกันแทน
นาน 15 วัน
➤ สำหรับซิฟิลิสในระยะแฝง (เป็นมานานมากกว่า 2 ปี ตั้งแต่เริ่มเป็นแผลริมแข็ง) หรือแผลซิฟิลิสเรื้อรัง
หรือซิฟิลิสเข้าระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular syphilis) แพทย์จะฉีดเบนซาทีนเพนิซิลลิน (Benzathine penicillin) ให้ครั้งละ 2.4 ล้านยูนิตเข้ากล้ามเนื้อ เป็นจำนวน 3 ครั้ง โดยฉีดห่างกันทุก 1 สัปดาห์
แต่ถ้าผู้ป่วยแพ้ยานี้ แพทย์จะให้รับประทานยาเตตราไซคลีน (Tetracycline), ดอกซีไซคลีน (Doxycycline) หรืออิริโทรมัยซิน (Erythromycin)
ในขนาดดังกล่าวข้างต้นแทน นาน 30 วัน
➤ ในรายที่เป็นซิฟิลิสเข้าระบบประสาท (Neurosyphilis)
แพทย์จะให้การรักษาโดยการฉีดเพนิซิลลินจี (Penicillin G) ให้ในขนาด 2-4 ล้านยูนิต เข้าหลอดเลือดดำ ทุก 4 ชั่วโมง นาน 14 วัน แต่ถ้าผู้ป่วยแพ้ยานี้
แพทย์จะให้รับประทานยาดอกซีไซคลีน (Doxycycline) แทน
โดยให้รับประทานครั้งละ 300 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 30 วัน
➤ สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคซิฟิลิส
แพทย์จะให้การรักษาตามระยะของโรคเหมือนผู้ป่วยทั่วไป ถ้าผู้ป่วยแพ้ยาเพนิซิลลิน
แพทย์จะให้รับประทานยาอิริโทรมัยซิน (Erythromycin) แทน
โดยให้รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง นาน 30 วัน
➤ สำหรับซิฟิลิสแต่กำเนิด แพทย์จะให้การรักษาโดยการฉีดเพนิซิลลินจี
(Penicillin
G) ให้ในขนาดวันละ 50,000 ยูนิต/กิโลกรัม
โดยแบ่งให้วันละ 2 ครั้ง นาน 10 วัน
วิธีป้องกันโรคซิฟิลิส🔓❎
1. วิธีที่ดีที่สุดคือการไม่มีเพศสัมพันธ์
หรือมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนเพียงคนเดียว และทราบผลเลือดของคู่นอนด้วยว่าปกติ
ไม่ติดเชื้อ
2. คู่นอนควรจะต้องแจ้งถึงสถานะการติดเชื้อเอชไอวีหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น
ๆ รวมทั้งซิฟิลิส เพื่อจะได้ป้องกันการติดเชื้อ
3. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และใช้สารเสพติด
เพราะจะทำให้ขาดสติและเพิ่มการมีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยงได้
4. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิส
5. หลีกเลี่ยงการเที่ยวหรือการสำส่อนทางเพศ
และถ้าจะหลับนอนกับคนที่สงสัยว่าเป็นโรค
ควรป้องกันการติดเชื้อโดยสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
ซึ่งจะช่วยป้องกันได้เกือบ 100%
6. แผลของอวัยวะเพศ เช่น ซิฟิลิส เกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย
ทั้งที่ถุงยางครอบถึงหรือไม่ถึงได้
การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซิฟิสได้
7. การใช้ถุงยางอนามัยที่มีสารฆ่าเชื้ออสุจิ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Nonoxynol-9
นั้นไม่ได้ผลดีไปกว่าถุงยางที่ไม่มีสารชนิดนี้ในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
จึงไม่แนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยที่มีสารชนิดนี้เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
8. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
รวมทั้งซิฟิลิสไม่สามารถป้องกันได้ด้วยการล้างอวัยวะเพศ การปัสสาวะ
หรือสวนล้างช่องคลอดทันทีหลังการมีเพศสัมพันธ์
9. ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและร่างกายอยู่เสมอ
รักษาสุขอนามัยพื้นฐานให้ดีโดยการปฏิบัติตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ
เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและช่วยลดโอกาสการติดเชื้อต่าง ๆ
10. ไปพบแพทย์เสมอเมื่อมีอาการดังกล่าว อย่ารักษาด้วยตัวเอง
หรือไปพบแพทย์เมื่อมีความกังวลในอาการหรือสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
ซึ่งรวมถึงซิฟิลิส
ซิฟิลิส (Syphilis) คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โรคหนึ่งที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการฉีดยาปฏิชีวนะ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาในระยะยาวอาจแสดงอาการในหลายระบบของร่างกายซึ่งร้ายแรงได้มากกว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ โรคนี้มีระยะแฝงตัวของโรคที่ค่อนข้างยาวนาน และสามารถแพร่ไปให้คู่สมรสและทารกในครรภ์ได้ เป็นโรคที่พบได้บ่อยรองจากหนองในแท้ (Gonorrhea) และหนองในเทียม (Non-gonococcal urethritis) และสามารถพบเกิดได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย

สาเหตุของโรคซิฟิลิส😥
เชื้อที่เป็นสาเหตุ : เกิดจากเชื้อซิฟิลิส
ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า “ทรีโพนีมาพัลลิดุม”
(Treponema pallidum) มีลักษณะคล้ายเกลียวสว่าน (Spirochete
bacteria) เชื้อชอบอยู่ในที่ที่มีความชื้นและตายได้ง่ายในที่ที่มีความแห้ง
และถูกทำลายได้ง่ายด้วยสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ
การติดต่อ : สามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิสในระยะที่
1 และถ้าสัมผัสกับน้ำเหลืองที่ผิวหนังของผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิสในระยะที่ 2
(ระยะออกดอก) ก็จะมีโอกาสที่จะรับเชื้อได้เช่นกัน
นอกจากนี้เชื้อยังสามารถติดจากแม่ไปสู่ลูกในขณะตั้งครรภ์โดยผ่านทางรกและในขณะคลอดได้ด้วย
ส่วนโรคในระยะที่ 3 มักจะเป็นระยะที่ไม่มีการติดต่อ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อเมือก เช่น ช่องคลอด
ท่อปัสสาวะ ทวารหนัก ช่องปาก เยื่อบุตา
หรือเข้าผ่านทางรอยถลอกหรือบาดแผลเล็กน้อยที่ผิวหนัง
เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายเชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดและไปจับตามอวัยวะต่าง ๆ
ทำให้เกิดโรคตามอวัยวะและทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาว เนื่องจากเชื้อซิฟิลิสเป็นเชื้อที่อ่อนแอและตายได้ง่าย
ดังนั้น เชื้อจึงไม่สามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสมือหรือเสื้อผ้า การนั่งโถส้วม
การจับลูกบิดประตู การใช้ช้อนส้อม การเล่นในอ่างอาบน้ำหรือสระว่ายน้ำร่วมกัน ระยะฟักตัวของโรค
(ตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งเกิดอาการ) : ประมาณ 10-90 วัน
(โดยเฉลี่ยคือประมาณ 21 วัน)
อาการของโรคซิฟิลิส😞
โรคซิฟิลิสมีอาการแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 หรือ ระยะเป็นแผล (Primary
syphilis) หลังจากติดเชื้อได้ประมาณ 10-90 วัน
ผู้ป่วยจะมีตุ่มเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 2-4 มิลลิเมตร
เกิดขึ้นตรงบริเวณที่เชื้อเข้า (อาจเกิดขึ้นที่อวัยวะเพศชาย อัณฑะ ช่องคลอด
หัวหน่าว ทวารหนัก ริมฝีปาก ลิ้น ต่อมทอนซิล หัวนม หรือขาหนีบ ก็ได้
สุดแล้วแต่ว่าตำแหน่งที่เชื้อเข้าคือตำแหน่งใด)
จากนั้นจะเริ่มขยายออกมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และจะแตกออกกลายเป็นแผลกว้างขึ้น
มีลักษณะเป็นรูปกลมหรือรูปไข่ ขอบแผลเรียบยกนูนและแข็ง พื้นแผลมีสีแดงและดูสะอาด
บริเวณก้นแผลแข็งมีลักษณะคล้ายกระดุม แผลจะไม่เจ็บไม่คัน ซึ่งเรียกว่า “แผลริมแข็ง” (Chancre) โดยแผลส่วนใหญ่มักจะมีเพียงแผลเดียว
หรืออาจมี 2 แผลซึ่งชนชิดกันก็ได้ ในอีกประมาณ 1
สัปดาห์หลังจากมีตุ่มขึ้น เชื้อจะเข้าไปอยู่ที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ
ส่งผลให้มีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตทั้ง 2 ข้าง กดไม่เจ็บ
มีลักษณะแข็งแยกจากกัน และสีของผิวหนังบริเวณต่อมน้ำเหลืองไม่เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ แม้จะไม่ได้รับการรักษา แผลจะหายไปได้เองภายใน 3-10 สัปดาห์ แต่เชื้อยังคงอยู่ในกระแสเลือด ซึ่งการเจาะเลือดหาวีดีอาร์แอล (VDRL)
จะพบเลือดบวกหลังจากมีแผลได้ประมาณ 1-2
สัปดาห์

ระยะที่ 2 หรือ
ระยะเข้าข้อออกดอก (Secondary syphilis) จะพบหลังจากระยะแรกประมาณ
4-8 สัปดาห์ (อาจเกิดหลังจากมีแผลเพียง 2-3 วัน หรือนานหลายเดือนก็ได้)
เชื้อจะเข้าไปอยู่ตามต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย (เช่น บริเวณหลังหู หลังขาหนีบ
และขาพับ) และเข้าไปสู่กระแสเลือด รวมทั้งกระจายไปตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีผื่นขึ้นทั้งตัวและที่ฝ่ามือฝ่าเท้าด้วย โดยผื่นจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีแดงหรือจุดน้ำตาลแดง
อาจพบเนื้อตายจากผื่นเป็นหย่อม ๆ และพบเนื้อเน่าหลุดออกมา มีน้ำเหลือง
และในน้ำเหลืองจะมีเชื้อซิฟิลิส แต่ผื่นเหล่านี้จะไม่คัน ซึ่งเรียกกันว่า “ระยะออกดอก” (ผื่นที่พบจะมีความแตกต่างจากผื่นของโรคอื่น
ๆ ที่มักมีอาการคันและไม่มีผื่นขึ้นที่ฝ่ามือฝ่าเท้า
แต่บางครั้งผื่นอาจมีลักษณะคล้ายโรคอื่น หรือมีลักษณะเป็นผื่นจาง ๆ
ทำให้ไม่ทันได้สังเกต)
นอกจากนี้ยังอาจพบอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น
รู้สึกไม่สบาย มีไข้ต่ำ ๆ เป็นครั้งคราว ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เบื่ออาหาร
น้ำหนักตัวลดลง เจ็บคอ เสียงแหบ ปวดหลัง ปวดตามกระดูก ปวดตามข้อเนื่องจากข้ออักเสบ
ผมร่วงทั่วศีรษะหรือร่วงเป็นหย่อม ๆ ต่อมน้ำเหลืองโต เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
ม่านตาอักเสบ ตับอักเสบ หน่วยไตอักเสบ โรคไตเนโฟรติก (Nephrotic
syndrome) แผลที่เยื่อบุในช่องปากหรือที่บริเวณอวัยวะเพศมีลักษณะเป็นแผลตื้น
ๆ มีเยื่อสีขาวปนเทาคลุม หูด (ที่เรียกว่า “Condyloma lata”) ขึ้นบริเวณที่อับชื้น (เช่น รอบ ๆ อวัยวะเพศ ทวารหนัก รักแร้ หรือขาหนีบ)
เป็นต้น
ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีผื่นขึ้นเลยก็ได้
แต่อาจมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น เช่น มีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามข้อ ผมร่วงทั่วศีรษะหรือร่วงเป็นหย่อม
ๆ ฯลฯ

ในระยะนี้ถ้าตรวจเลือดหาวีดีอาร์แอล (VDRL) จะพบเลือดบวก ผู้ป่วยจะมีผื่นและอาการต่าง ๆ อยู่ประมาณ 2-6 สัปดาห์ (หรืออาจนานกว่านี้) แล้วจะหายไปได้เองแม้ว่าจะไม่ได้รับการรักษา
แต่เชื้อจะยังคงแฝงตัวอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายและจะไม่แสดงอาการได้นานเป็นปี
ๆ ซึ่งอาจนานเป็น 5 ปี 10 ปี
หรือบางรายอาจนานถึง 30 ปี (การตรวจเลือดยังคงให้ผลบวกอยู่)
ซึ่งเราจะเรียกระยะนี้ว่า “ซิฟิลิสระยะแฝง” หรือ “ระยะสงบ” (Latent syphilis) และหลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3

ระยะที่ 3 หรือ ระยะทำลาย (Tertiary
syphilis) เป็นระยะสุดท้ายของโรค
เกิดจากการที่ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่ถูกต้อง เช่น
ซื้อยามากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร จึงทำให้เข้าสู่ระยะร้ายแรง
ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่สมองและไขสันหลัง ทำให้เป็นอัมพาต บ้านหมุน เดินเซ ชัก
ความจำเสื่อม ตามัว ตาบอด หูตึง หูหนวก บุคลิกภาพเปลี่ยนไป อาจเสียสติ
และอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าเชื้อเข้าสู่หัวใจก็จะทำให้หัวใจมีความผิดปกติ
ทำให้เป็นโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว (Aortic insufficiency) หลอดเลือดแดงใหญ่อักเสบ
(Aortitis) หรือหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง (Aortic aneurysm)
ผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิสอาจไม่มีแผลให้เห็นในระยะที่ 1 หรือมีอาการเข้าข้อออกดอกในระยะที่ 2
แต่เชื้อจะเข้าไปแฝงตัวอยู่ในร่างกายและรอเข้าสู่ระยะที่ 3
เลยก็ได้

สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิส
(อาจเป็นโดยไม่รู้ตัวหรือไม่มีอาการแสดงชัดเจน) แล้วไม่ได้รับการรักษา
เชื้ออาจถ่ายทอดไปยังทารกในครรภ์โดยผ่านเข้าไปทางรกได้
ซึ่งจะทำให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์
หรือเสียชีวิตในช่วงแรกคลอดจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้
หรือไม่ก็อาจทำให้เกิดความพิการไปตลอดชีวิต
ซึ่งเราจะเรียกซิฟิลิสที่เกิดในทารกในลักษณะนี้ว่า “ซิฟิลิสแต่กำเนิด”
(Congenital syphilis) ซึ่งเด็กจะมีอาการแสดงภายใน 6 สัปดาห์หลังการคลอด โดยจะมีอาการเป็นหวัดคัดจมูก
น้ำมูกเป็นหนองหรือช้ำเลือดช้ำหนอง มีผื่นขึ้น หนังลอกน่าเกลียด ซีด เหลือง บวม
ตับโต ม้ามโต และถ้าไม่ได้รับการรักษาเด็กจะมีความพิการต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น
กระจกตาอักเสบ (อาจกลายเป็นแผลกระจกตา สายตาพิการได้) ตาบอด ปากแหว่งเพดานโหว่
หน้าตาพิการ ฟันพิการ จมูกบี้หรือยุบ (พูดไม่ชัด) หูหนวก เป็นต้น

การวินิจฉัยโรคซิฟิลิส💬
แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จากการตรวจเลือดหาวีดีอาร์แอล
(Venereal
Disease Research Laboratory test - VDRL) เพื่อตรวจหาภูมิต่อเชื้อซิฟิลิส
(จะพบเลือดบวก)
การตรวจเชื้อจากน้ำเหลืองจากแผลหรือผื่นที่ปรากฏบนตัวผู้ป่วยไปส่องกล้องเพื่อหาตัวเชื้อโรค
(Darkfield exam) หรือจากการตรวจพิเศษอื่น ๆ
ตามดุลยพินิจของแพทย์
การวินิจฉัยซิฟิลิสจะต้องอาศัยการตรวจวีดีอาร์แอลเป็นสำคัญ
ซึ่งการตรวจจะดูจากอาการเพียงอย่างเดียวไม่ได้
ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม
ควรตรวจเลือดทุกรายเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นซิฟิลิส
หรือถ้าเป็นจะได้ให้การรักษาตั้งแต่ระยะแรกก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงตามมา
วิธีรักษาโรคซิฟิลิส💉💊
เมื่อเกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศโดยเฉพาะหลังการมีเพศสัมพันธ์ควรไปพบแพทย์เสมอ
(อย่าพยายามรักษาโรคนี้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นวิธีใด ๆ)
เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของแผลที่เกิดขึ้นและรับยารักษาชนิดและขนาดที่ตรงกับโรค
และเมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคซิฟิลิส แพทย์จะให้การรักษาโรคซิฟิลิสด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลินในขนาดสูง
ทั้งนี้ระยะเวลาการรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็นด้วยและผู้ป่วยจะต้องไปฉีดยาตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง
เพราะการขาดยาจะเป็นสาเหตุสำคัญทำให้โรคไม่หายขาดและเกิดโรคในระยะที่ 3 ได้

➤ สำหรับซิฟิลิสในระยะแฝง (เป็นมานานมากกว่า 2 ปี ตั้งแต่เริ่มเป็นแผลริมแข็ง) หรือแผลซิฟิลิสเรื้อรัง
หรือซิฟิลิสเข้าระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular syphilis) แพทย์จะฉีดเบนซาทีนเพนิซิลลิน (Benzathine penicillin) ให้ครั้งละ 2.4 ล้านยูนิตเข้ากล้ามเนื้อ เป็นจำนวน 3 ครั้ง โดยฉีดห่างกันทุก 1 สัปดาห์
แต่ถ้าผู้ป่วยแพ้ยานี้ แพทย์จะให้รับประทานยาเตตราไซคลีน (Tetracycline), ดอกซีไซคลีน (Doxycycline) หรืออิริโทรมัยซิน (Erythromycin)
ในขนาดดังกล่าวข้างต้นแทน นาน 30 วัน
➤ ในรายที่เป็นซิฟิลิสเข้าระบบประสาท (Neurosyphilis)
แพทย์จะให้การรักษาโดยการฉีดเพนิซิลลินจี (Penicillin G) ให้ในขนาด 2-4 ล้านยูนิต เข้าหลอดเลือดดำ ทุก 4 ชั่วโมง นาน 14 วัน แต่ถ้าผู้ป่วยแพ้ยานี้
แพทย์จะให้รับประทานยาดอกซีไซคลีน (Doxycycline) แทน
โดยให้รับประทานครั้งละ 300 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 30 วัน
➤ สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคซิฟิลิส
แพทย์จะให้การรักษาตามระยะของโรคเหมือนผู้ป่วยทั่วไป ถ้าผู้ป่วยแพ้ยาเพนิซิลลิน
แพทย์จะให้รับประทานยาอิริโทรมัยซิน (Erythromycin) แทน
โดยให้รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง นาน 30 วัน
➤ สำหรับซิฟิลิสแต่กำเนิด แพทย์จะให้การรักษาโดยการฉีดเพนิซิลลินจี
(Penicillin
G) ให้ในขนาดวันละ 50,000 ยูนิต/กิโลกรัม
โดยแบ่งให้วันละ 2 ครั้ง นาน 10 วัน
วิธีป้องกันโรคซิฟิลิส🔓❎
1. วิธีที่ดีที่สุดคือการไม่มีเพศสัมพันธ์
หรือมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนเพียงคนเดียว และทราบผลเลือดของคู่นอนด้วยว่าปกติ
ไม่ติดเชื้อ
2. คู่นอนควรจะต้องแจ้งถึงสถานะการติดเชื้อเอชไอวีหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น
ๆ รวมทั้งซิฟิลิส เพื่อจะได้ป้องกันการติดเชื้อ
3. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และใช้สารเสพติด
เพราะจะทำให้ขาดสติและเพิ่มการมีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยงได้
4. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิส
5. หลีกเลี่ยงการเที่ยวหรือการสำส่อนทางเพศ
และถ้าจะหลับนอนกับคนที่สงสัยว่าเป็นโรค
ควรป้องกันการติดเชื้อโดยสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
ซึ่งจะช่วยป้องกันได้เกือบ 100%
6. แผลของอวัยวะเพศ เช่น ซิฟิลิส เกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย
ทั้งที่ถุงยางครอบถึงหรือไม่ถึงได้
การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซิฟิสได้
7. การใช้ถุงยางอนามัยที่มีสารฆ่าเชื้ออสุจิ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Nonoxynol-9
นั้นไม่ได้ผลดีไปกว่าถุงยางที่ไม่มีสารชนิดนี้ในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
จึงไม่แนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยที่มีสารชนิดนี้เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
8. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
รวมทั้งซิฟิลิสไม่สามารถป้องกันได้ด้วยการล้างอวัยวะเพศ การปัสสาวะ
หรือสวนล้างช่องคลอดทันทีหลังการมีเพศสัมพันธ์
9. ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและร่างกายอยู่เสมอ
รักษาสุขอนามัยพื้นฐานให้ดีโดยการปฏิบัติตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ
เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและช่วยลดโอกาสการติดเชื้อต่าง ๆ
10. ไปพบแพทย์เสมอเมื่อมีอาการดังกล่าว อย่ารักษาด้วยตัวเอง
หรือไปพบแพทย์เมื่อมีความกังวลในอาการหรือสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
ซึ่งรวมถึงซิฟิลิส
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น