วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เฉลยแบบฝึกหัดคำคล้องจอง-ชั้นประถมศึกษาปีที่๒

 เฉลยแบบฝึกหัด ที่ ๑

๑. คำคล้องจอง ๑ พยางค์                        คำพยางค์เดียวที่มีเสียงคล้องจองกัน

๒. คำคล้องจอง ๒ พยางค์                        คำ ๒ พยางค์ ที่พยางค์ท้ายของคำแรกคล้องจองกับพยางค์ใดก็ได้                                                                      ของคำหลัง  

๓. คำคล้องจอง ๓ พยางค์                        คำ ๓ พยางค์ที่พยางค์ท้ายของคำแรกคล้องจองกับพยางค์แรกหรือ                                                                     พยางค์สองของคำหลัง

๔. คำคล้องจอง ๔ พยางค์                        คำ ๔ พยางค์ที่พยางค์ท้ายของคำแรกคล้องจองกับพยางค์ที่ 

                                                                    , ,๓ หรือ ๔ ก็ได้ ของคำหลัง


เฉลยแบบฝึกหัด ที่ ๒

นักเรียน                    เขียนอ่าน                    การบ้าน

ขานรับ                        จับมือ                        ถือของ

มองดู                        ปูนา                                ปลาน้อย

สร้อยทอง                    ของแม่                    แก่เฒ่า


เฉลยแบบฝึกหัด ที่ ๓

สายน้ำ            ลำธาร

แม่ไก่            ออกไข่

ผมยาว            สาวสวย

กล้วยหอม            ดอมดม

ผู้ใหญ่            ใจดี

แม่ซักผ้า            ตาหุงข้าว

ดอกมะลิ            มีสีขาว

แสงแดดสดใส            น้องไปโรงเรียน

วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563

วัยรุ่นไทย...ห่างไกล Syphilis

😈โรคซิฟิลิส (Syphilis)😈

        ซิฟิลิส (Syphilis) คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โรคหนึ่งที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการฉีดยาปฏิชีวนะ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาในระยะยาวอาจแสดงอาการในหลายระบบของร่างกายซึ่งร้ายแรงได้มากกว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ โรคนี้มีระยะแฝงตัวของโรคที่ค่อนข้างยาวนาน และสามารถแพร่ไปให้คู่สมรสและทารกในครรภ์ได้  เป็นโรคที่พบได้บ่อยรองจากหนองในแท้ (Gonorrhea) และหนองในเทียม (Non-gonococcal urethritis) และสามารถพบเกิดได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย

เชื้อซิฟิลิส

สาเหตุของโรคซิฟิลิส😥

เชื้อที่เป็นสาเหตุ : เกิดจากเชื้อซิฟิลิส ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ทรีโพนีมาพัลลิดุม” (Treponema pallidum) มีลักษณะคล้ายเกลียวสว่าน (Spirochete bacteria) เชื้อชอบอยู่ในที่ที่มีความชื้นและตายได้ง่ายในที่ที่มีความแห้ง และถูกทำลายได้ง่ายด้วยสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ

การติดต่อ : สามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิสในระยะที่ 1 และถ้าสัมผัสกับน้ำเหลืองที่ผิวหนังของผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิสในระยะที่ 2 (ระยะออกดอก) ก็จะมีโอกาสที่จะรับเชื้อได้เช่นกัน นอกจากนี้เชื้อยังสามารถติดจากแม่ไปสู่ลูกในขณะตั้งครรภ์โดยผ่านทางรกและในขณะคลอดได้ด้วย ส่วนโรคในระยะที่ 3 มักจะเป็นระยะที่ไม่มีการติดต่อ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อเมือก เช่น ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ ทวารหนัก ช่องปาก เยื่อบุตา หรือเข้าผ่านทางรอยถลอกหรือบาดแผลเล็กน้อยที่ผิวหนัง เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายเชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดและไปจับตามอวัยวะต่าง ๆ ทำให้เกิดโรคตามอวัยวะและทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาว เนื่องจากเชื้อซิฟิลิสเป็นเชื้อที่อ่อนแอและตายได้ง่าย ดังนั้น เชื้อจึงไม่สามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสมือหรือเสื้อผ้า การนั่งโถส้วม การจับลูกบิดประตู การใช้ช้อนส้อม การเล่นในอ่างอาบน้ำหรือสระว่ายน้ำร่วมกัน ระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งเกิดอาการ) : ประมาณ 10-90 วัน (โดยเฉลี่ยคือประมาณ 21 วัน)


อาการของโรคซิฟิลิส😞
โรคซิฟิลิสมีอาการแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้

 รูปโรคซิฟิลิส

       ระยะที่ 1 หรือ ระยะเป็นแผล (Primary syphilis) หลังจากติดเชื้อได้ประมาณ 10-90 วัน ผู้ป่วยจะมีตุ่มเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 2-4 มิลลิเมตร เกิดขึ้นตรงบริเวณที่เชื้อเข้า (อาจเกิดขึ้นที่อวัยวะเพศชาย อัณฑะ ช่องคลอด หัวหน่าว ทวารหนัก ริมฝีปาก ลิ้น ต่อมทอนซิล หัวนม หรือขาหนีบ ก็ได้ สุดแล้วแต่ว่าตำแหน่งที่เชื้อเข้าคือตำแหน่งใด) จากนั้นจะเริ่มขยายออกมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และจะแตกออกกลายเป็นแผลกว้างขึ้น มีลักษณะเป็นรูปกลมหรือรูปไข่ ขอบแผลเรียบยกนูนและแข็ง พื้นแผลมีสีแดงและดูสะอาด บริเวณก้นแผลแข็งมีลักษณะคล้ายกระดุม แผลจะไม่เจ็บไม่คัน ซึ่งเรียกว่า แผลริมแข็ง(Chancre) โดยแผลส่วนใหญ่มักจะมีเพียงแผลเดียว หรืออาจมี 2 แผลซึ่งชนชิดกันก็ได้ ในอีกประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากมีตุ่มขึ้น เชื้อจะเข้าไปอยู่ที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ ส่งผลให้มีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตทั้ง 2 ข้าง กดไม่เจ็บ มีลักษณะแข็งแยกจากกัน และสีของผิวหนังบริเวณต่อมน้ำเหลืองไม่เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ แม้จะไม่ได้รับการรักษา แผลจะหายไปได้เองภายใน 3-10 สัปดาห์ แต่เชื้อยังคงอยู่ในกระแสเลือด ซึ่งการเจาะเลือดหาวีดีอาร์แอล (VDRL) จะพบเลือดบวกหลังจากมีแผลได้ประมาณ 1-2 สัปดาห์

ผื่นซิฟิลิส
       ระยะที่ 2 หรือ ระยะเข้าข้อออกดอก (Secondary syphilis) จะพบหลังจากระยะแรกประมาณ 4-8 สัปดาห์ (อาจเกิดหลังจากมีแผลเพียง 2-3 วัน หรือนานหลายเดือนก็ได้) เชื้อจะเข้าไปอยู่ตามต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย (เช่น บริเวณหลังหู หลังขาหนีบ และขาพับ) และเข้าไปสู่กระแสเลือด รวมทั้งกระจายไปตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีผื่นขึ้นทั้งตัวและที่ฝ่ามือฝ่าเท้าด้วย โดยผื่นจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีแดงหรือจุดน้ำตาลแดง อาจพบเนื้อตายจากผื่นเป็นหย่อม ๆ และพบเนื้อเน่าหลุดออกมา มีน้ำเหลือง และในน้ำเหลืองจะมีเชื้อซิฟิลิส แต่ผื่นเหล่านี้จะไม่คัน ซึ่งเรียกกันว่า ระยะออกดอก” (ผื่นที่พบจะมีความแตกต่างจากผื่นของโรคอื่น ๆ ที่มักมีอาการคันและไม่มีผื่นขึ้นที่ฝ่ามือฝ่าเท้า แต่บางครั้งผื่นอาจมีลักษณะคล้ายโรคอื่น หรือมีลักษณะเป็นผื่นจาง ๆ ทำให้ไม่ทันได้สังเกต)
นอกจากนี้ยังอาจพบอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น รู้สึกไม่สบาย มีไข้ต่ำ ๆ เป็นครั้งคราว ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง เจ็บคอ เสียงแหบ ปวดหลัง ปวดตามกระดูก ปวดตามข้อเนื่องจากข้ออักเสบ ผมร่วงทั่วศีรษะหรือร่วงเป็นหย่อม ๆ ต่อมน้ำเหลืองโต เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ม่านตาอักเสบ ตับอักเสบ หน่วยไตอักเสบ โรคไตเนโฟรติก (Nephrotic syndrome) แผลที่เยื่อบุในช่องปากหรือที่บริเวณอวัยวะเพศมีลักษณะเป็นแผลตื้น ๆ มีเยื่อสีขาวปนเทาคลุม หูด (ที่เรียกว่า Condyloma lata”) ขึ้นบริเวณที่อับชื้น (เช่น รอบ ๆ อวัยวะเพศ ทวารหนัก รักแร้ หรือขาหนีบ) เป็นต้น
ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีผื่นขึ้นเลยก็ได้ แต่อาจมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น เช่น มีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามข้อ ผมร่วงทั่วศีรษะหรือร่วงเป็นหย่อม ๆ ฯลฯ

ซิฟิลิสคือ

        ในระยะนี้ถ้าตรวจเลือดหาวีดีอาร์แอล (VDRL) จะพบเลือดบวก ผู้ป่วยจะมีผื่นและอาการต่าง ๆ อยู่ประมาณ 2-6 สัปดาห์ (หรืออาจนานกว่านี้) แล้วจะหายไปได้เองแม้ว่าจะไม่ได้รับการรักษา แต่เชื้อจะยังคงแฝงตัวอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายและจะไม่แสดงอาการได้นานเป็นปี ๆ ซึ่งอาจนานเป็น 5 ปี 10 ปี หรือบางรายอาจนานถึง 30 ปี (การตรวจเลือดยังคงให้ผลบวกอยู่) ซึ่งเราจะเรียกระยะนี้ว่า ซิฟิลิสระยะแฝงหรือ ระยะสงบ(Latent syphilis) และหลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3
อาการโรคซิฟิลิส

     ระยะที่ 3 หรือ ระยะทำลาย (Tertiary syphilis) เป็นระยะสุดท้ายของโรค เกิดจากการที่ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่ถูกต้อง เช่น ซื้อยามากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร จึงทำให้เข้าสู่ระยะร้ายแรง ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่สมองและไขสันหลัง ทำให้เป็นอัมพาต บ้านหมุน เดินเซ ชัก ความจำเสื่อม ตามัว ตาบอด หูตึง หูหนวก บุคลิกภาพเปลี่ยนไป อาจเสียสติ และอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าเชื้อเข้าสู่หัวใจก็จะทำให้หัวใจมีความผิดปกติ ทำให้เป็นโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว (Aortic insufficiency) หลอดเลือดแดงใหญ่อักเสบ (Aortitis) หรือหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง (Aortic aneurysm)
ผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิสอาจไม่มีแผลให้เห็นในระยะที่ 1 หรือมีอาการเข้าข้อออกดอกในระยะที่ 2 แต่เชื้อจะเข้าไปแฝงตัวอยู่ในร่างกายและรอเข้าสู่ระยะที่ 3 เลยก็ได้

 ซิฟิลิสแต่กำเนิด

         สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิส (อาจเป็นโดยไม่รู้ตัวหรือไม่มีอาการแสดงชัดเจน) แล้วไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจถ่ายทอดไปยังทารกในครรภ์โดยผ่านเข้าไปทางรกได้ ซึ่งจะทำให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์ หรือเสียชีวิตในช่วงแรกคลอดจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้ หรือไม่ก็อาจทำให้เกิดความพิการไปตลอดชีวิต ซึ่งเราจะเรียกซิฟิลิสที่เกิดในทารกในลักษณะนี้ว่า ซิฟิลิสแต่กำเนิด(Congenital syphilis) ซึ่งเด็กจะมีอาการแสดงภายใน 6 สัปดาห์หลังการคลอด โดยจะมีอาการเป็นหวัดคัดจมูก น้ำมูกเป็นหนองหรือช้ำเลือดช้ำหนอง มีผื่นขึ้น หนังลอกน่าเกลียด ซีด เหลือง บวม ตับโต ม้ามโต และถ้าไม่ได้รับการรักษาเด็กจะมีความพิการต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น กระจกตาอักเสบ (อาจกลายเป็นแผลกระจกตา สายตาพิการได้) ตาบอด ปากแหว่งเพดานโหว่ หน้าตาพิการ ฟันพิการ จมูกบี้หรือยุบ (พูดไม่ชัด) หูหนวก เป็นต้น


การวินิจฉัยโรคซิฟิลิส💬
       แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จากการตรวจเลือดหาวีดีอาร์แอล (Venereal Disease Research Laboratory test - VDRL) เพื่อตรวจหาภูมิต่อเชื้อซิฟิลิส (จะพบเลือดบวก) การตรวจเชื้อจากน้ำเหลืองจากแผลหรือผื่นที่ปรากฏบนตัวผู้ป่วยไปส่องกล้องเพื่อหาตัวเชื้อโรค (Darkfield exam) หรือจากการตรวจพิเศษอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์
         การวินิจฉัยซิฟิลิสจะต้องอาศัยการตรวจวีดีอาร์แอลเป็นสำคัญ ซึ่งการตรวจจะดูจากอาการเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม ควรตรวจเลือดทุกรายเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นซิฟิลิส หรือถ้าเป็นจะได้ให้การรักษาตั้งแต่ระยะแรกก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงตามมา

วิธีรักษาโรคซิฟิลิส💉💊
         เมื่อเกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศโดยเฉพาะหลังการมีเพศสัมพันธ์ควรไปพบแพทย์เสมอ (อย่าพยายามรักษาโรคนี้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นวิธีใด ๆ) เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของแผลที่เกิดขึ้นและรับยารักษาชนิดและขนาดที่ตรงกับโรค และเมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคซิฟิลิส แพทย์จะให้การรักษาโรคซิฟิลิสด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลินในขนาดสูง ทั้งนี้ระยะเวลาการรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็นด้วยและผู้ป่วยจะต้องไปฉีดยาตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง เพราะการขาดยาจะเป็นสาเหตุสำคัญทำให้โรคไม่หายขาดและเกิดโรคในระยะที่ 3 ได้ 

 ยารักษาซิฟิลิส

        ➤ สำหรับซิฟิลิสใน ระยะที่ 1 และ 2 แพทย์จะฉีดเบนซาทีนเพนิซิลลิน (Benzathine penicillin) ให้ในขนาด 2.4 ล้านยูนิตเข้ากล้ามเนื้อเพียงครั้งเดียว (สำหรับระยะที่ 2 อาจฉีดซ้ำอีกครั้งในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา) แต่ถ้าผู้ป่วยแพ้ยานี้ แพทย์อาจให้รับประทานยาเตตราไซคลีน (Tetracycline) ครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หรือดอกซีไซคลีน (Doxycycline) ครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 15 วัน แต่ถ้ารับประทานยาเตตราไซคลีนไม่ได้ แพทย์จะให้รับประทานยาอิริโทรมัยซิน (Erythromycin) ในขนาดเดียวกันแทน นาน 15 วัน
        ➤ สำหรับซิฟิลิสในระยะแฝง (เป็นมานานมากกว่า 2 ปี ตั้งแต่เริ่มเป็นแผลริมแข็ง) หรือแผลซิฟิลิสเรื้อรัง หรือซิฟิลิสเข้าระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular syphilis) แพทย์จะฉีดเบนซาทีนเพนิซิลลิน (Benzathine penicillin) ให้ครั้งละ 2.4 ล้านยูนิตเข้ากล้ามเนื้อ เป็นจำนวน 3 ครั้ง โดยฉีดห่างกันทุก 1 สัปดาห์ แต่ถ้าผู้ป่วยแพ้ยานี้ แพทย์จะให้รับประทานยาเตตราไซคลีน (Tetracycline), ดอกซีไซคลีน (Doxycycline) หรืออิริโทรมัยซิน (Erythromycin) ในขนาดดังกล่าวข้างต้นแทน นาน 30 วัน  
         ➤ ในรายที่เป็นซิฟิลิสเข้าระบบประสาท (Neurosyphilis) แพทย์จะให้การรักษาโดยการฉีดเพนิซิลลินจี (Penicillin G) ให้ในขนาด 2-4 ล้านยูนิต เข้าหลอดเลือดดำ ทุก 4 ชั่วโมง นาน 14 วัน แต่ถ้าผู้ป่วยแพ้ยานี้ แพทย์จะให้รับประทานยาดอกซีไซคลีน (Doxycycline) แทน โดยให้รับประทานครั้งละ 300 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 30 วัน
        ➤ สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคซิฟิลิส แพทย์จะให้การรักษาตามระยะของโรคเหมือนผู้ป่วยทั่วไป ถ้าผู้ป่วยแพ้ยาเพนิซิลลิน แพทย์จะให้รับประทานยาอิริโทรมัยซิน (Erythromycin) แทน โดยให้รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง นาน 30 วัน
        ➤ สำหรับซิฟิลิสแต่กำเนิด แพทย์จะให้การรักษาโดยการฉีดเพนิซิลลินจี (Penicillin G) ให้ในขนาดวันละ 50,000 ยูนิต/กิโลกรัม โดยแบ่งให้วันละ 2 ครั้ง นาน 10 วัน


วิธีป้องกันโรคซิฟิลิส🔓❎
1. วิธีที่ดีที่สุดคือการไม่มีเพศสัมพันธ์ หรือมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนเพียงคนเดียว และทราบผลเลือดของคู่นอนด้วยว่าปกติ ไม่ติดเชื้อ
2. คู่นอนควรจะต้องแจ้งถึงสถานะการติดเชื้อเอชไอวีหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ รวมทั้งซิฟิลิส เพื่อจะได้ป้องกันการติดเชื้อ
3. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และใช้สารเสพติด เพราะจะทำให้ขาดสติและเพิ่มการมีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยงได้
4. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิส
5. หลีกเลี่ยงการเที่ยวหรือการสำส่อนทางเพศ และถ้าจะหลับนอนกับคนที่สงสัยว่าเป็นโรค ควรป้องกันการติดเชื้อโดยสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งจะช่วยป้องกันได้เกือบ 100%
6. แผลของอวัยวะเพศ เช่น ซิฟิลิส เกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ทั้งที่ถุงยางครอบถึงหรือไม่ถึงได้ การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซิฟิสได้
7. การใช้ถุงยางอนามัยที่มีสารฆ่าเชื้ออสุจิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Nonoxynol-9 นั้นไม่ได้ผลดีไปกว่าถุงยางที่ไม่มีสารชนิดนี้ในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงไม่แนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยที่มีสารชนิดนี้เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
8. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งซิฟิลิสไม่สามารถป้องกันได้ด้วยการล้างอวัยวะเพศ การปัสสาวะ หรือสวนล้างช่องคลอดทันทีหลังการมีเพศสัมพันธ์
9. ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและร่างกายอยู่เสมอ รักษาสุขอนามัยพื้นฐานให้ดีโดยการปฏิบัติตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและช่วยลดโอกาสการติดเชื้อต่าง ๆ
10. ไปพบแพทย์เสมอเมื่อมีอาการดังกล่าว อย่ารักษาด้วยตัวเอง หรือไปพบแพทย์เมื่อมีความกังวลในอาการหรือสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งรวมถึงซิฟิลิส

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2562



📓อักษรนำ📓
             อักษรนำ  หมายถึง  คำที่มีพยัญชนะ ๒ ตัวประสมด้วยสระเดียวกัน  เวลาอ่านให้อ่านออกเสียงพยางค์หลังตามเสียงพยัญชนะตัวที่นำ

ลักษณะของอักษรนำ🔎

๑)  คำที่มีพยัญชนะต้น    ตัว ประสมสระเดียวกัน  ออกเสียงเป็น    พยางค์  พยางค์ หน้าออกเสียงคล้ายประสมสระอะ (ออกเสียง อะ กึ่งเสียง)  พยางค์หลังออกเสียงพยัญชนะตัวที่สองประสมกับสระและพยัญชนะสะกดตามที่ปรากฏ  โดยออกเสียงวรรณยุกต์ตามเสียงพยัญชนะตัวหน้า  เช่น

       ๑.๑ พยัญชนะตัวหน้าเป็นอักษรสูงนำพยัญชนะตัวหลัง                เช่น

              สงบ                  อ่านว่า               สะ หงบ           ไม่อ่านว่า           สะ งบ

              สนุก                 อ่านว่า               สะ หนุก         ไม่อ่านว่า           สะ นุก

              สมอง                อ่านว่า               สะ หมอง         ไม่อ่านว่า           สะ มอง

               ขยาย                 อ่านว่า               ขะ หยาย          ไม่อ่านว่า           ขะ ยาย

               ฝรั่ง                   อ่านว่า               ฝะ หรั่ง           ไม่อ่านว่า           ฝะ รั่ง

               ฉลาด                อ่านว่า               ฉะ หลาด         ไม่อ่านว่า           ฉะ ลาด

               ถวาย                 อ่านว่า               ถะ หวาย          ไม่อ่านว่า           ถะ วาย

         ๑.๒ พยัญชนะตัวหน้าเป็นอักษรกลางนำพยัญชนะตัวหลัง              เช่น

               องุ่น                  อ่านว่า               อะ หงุ่น          ไม่อ่านว่า           อะ งุ่น

               กนก                  อ่านว่า               กะ หนก         ไม่อ่านว่า           กะ นก

              จมูก                  อ่านว่า               จะ หมูก           ไม่อ่านว่า           จะ มูก

              จริต                   อ่านว่า               จะ หริด           ไม่อ่านว่า           จะ ริด

              ตลก                  อ่านว่า               ตะ หลก           ไม่อ่านว่า           ตะ ลก

              ตวาด                 อ่านว่า               ตะ หวาด         ไม่อ่านว่า           ตะ วาด

 ๒)  คำที่มีพยัญชนะต้น    ตัว ประสมสระตัวเดียวกัน  พยัญชนะตัวหน้าเป็น 
 พยัญชนะตัวหลังเป็นอักษรต่ำเดี่ยว   หรือพยัญชนะตัวหน้าเป็น    พยัญชนะตัว
 หลังเป็น    ออกเสียงพยางค์เดียว ไม่ออกเสียง ห  หรือ    แต่เสียงวรรณยุกต์ของพยางค์หลังเป็นไปตามเสียงตัว ห  หรือ  อ ที่นำ  ดังตัวอย่าง

ตัว ห  นำ  เช่น   หวัง     ใหญ่    หนึ่ง   หมาย   หยุด   หรือ   หลับ   ไหว้

       ตัว อ นำ   เช่น   อย่า   อยู่   อย่าง   อยาก

ข้อควรสังเกต💼

๑)  คำบางคำพยัญชนะตัวหน้าเป็นอักษรสูง  พยัญชนะตัวหลังเป็น    ไม่อ่านออก

เสียงอย่างอักษรสูงนำ เช่น
                     สมาธิ                อ่านว่า               สะ มา ทิ

                     สมาทาน            อ่านว่า               สะ มา ทาน

                     สมาชิก              อ่านว่า                สะ มา ชิก

๒)   คำบางคำพยัญชนะตัวหน้าเป็นอักษรสูง  พยัญชนะตัวหลังเป็นอักษรกลางหรืออักษรต่ำคู่ ไม่อ่านอย่างอักษรสูงนำ  แต่อ่านเรียงพยางค์  เช่น

                    แสดง                 อ่านว่า               สะ แดง

                    ผกา                   อ่านว่า               ผะ กา

                    ไผท                   อ่านว่า               ผะ ไท

๓)   คำบางคำไม่มีอักษรนำ  แต่อ่านออกเสียงอย่างอักษรนำ  เช่น

                    ประโยชน์          อ่านว่า               ประ โหยด

                    วาสนา             อ่านว่า               วาด สะ หนา

                     ริษยา              อ่านว่า               ริด สะ หยา

                    ศักราช               อ่านว่า               สัก กะ หราด

                     สิริ                    อ่านว่า               สิ หริ

                     ประวัติ              อ่านว่า               ประ หวัด

                     ปริศนา              อ่านว่า               ปริด สะ หนา

                     ดิเรก                 อ่านว่า               ดิ เหรก

📒📓📔📕📗📘📙📒📓📔📕📗📘📙📒📓📔📕📗📘📙📒📓📔📗📘



วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562



📙คำควบกล้ำ (อักษรควบ)📙

       หมายถึง  คำที่มีพยัญชนะสองตัวเขียนเรียงติดกันอยู่ต้นพยางค์ และใช้สระเดียวกัน เวลาอ่านออกเสียงกล้ำเป็นพยางค์เดียวกัน   เสียงวรรณยุกต์ของพยางค์นั้นจะผันเป็นไปตามเสียงพยัญชนะตัวหน้า คำควบกล้ำ  มี  2  ชนิด คือ  คำควบแท้  และควบไม่แท้

คำควบแท้✅ 
      ได้แก่ พยัญชนะ ร  ล  ว  ควบกับพยัญชนะตัวหน้า ประสมสระตัวเดียวกัน เวลาอ่านออกเสียงพยัญชนะทั้งสองตัวพร้อมกัน 

ข้อสังเกตว่าเป็นคำควบกล้ำ🔍

1. คำควบกล้ำเวลาสะกดต้องมีพยัญชนะต้นสองตัว โดยจะมี  ร ล ว รวมอยู่ในพยัญชนะต้น
    เช่น      กราบ    สะกดว่า     กร + อา + บ       อ่านว่า       กราบ
               แปรง    สะกดว่า     ปร + แอ + ง        อ่านว่า       แปรง
               กลาง    สะกดว่า     กล + อา + ง        อ่านว่า       กลาง
               ควาย    สะกดว่า     คว + อา + ย        อ่านว่า       ควาย
               แขวน    สะกดว่า     ขว + แอ + น        อ่านว่า       แขวน

2. เมื่อมีพยัญชนะต้นสองตัวแล้วแต่ต้องไม่อ่านออกเสียง อะกึ่งเสียงที่พยัญชนะต้น
    เช่น        ตลาด   สะกดว่า      ตล + อา + ด       อ่านว่า     ตะ - หลาด
                สวาย    สะกดว่า     สว + อา + ย        อ่านว่า     สะ - หวาย
                 สว่าง    สะกดว่า      สว + อา + ง+ ่     อ่านว่า     สะ - หว่าง

3. ต้องไม่ใช่คำที่มี ห นำ
    เช่น       หรอก     สะกดว่า   หร + ออ + ก           อ่านว่า      หรอก
                หลับ      สะกดว่า    หล + อะ + บ           อ่านว่า      หลับ
                แหวน     สะกดว่า    หว + แอ+ น           อ่านว่า      แหวน

4. ระวังคำที่มีสระอัวเพราะจะไม่ใช่คำที่มี ว ควบกล้ำ
    เช่น       สวย       สะกดว่า    ส + อัว + ย            อ่านว่า       สวย
                 ควร      สะกดว่า     ค +อัว + ร            อ่านว่า       ควร


🎧ห้ามมี ห นำ ห้ามมีเสียง อะ
มีเสียง ห นำ มีเสียง อะ กั้น
หรือมีเสียง อัว ถ้ามี ว ด้วย
มิใช่ควบกล้ำอย่างที่คุ้นเคย🎧

🎶หลอกหรือสวะตลาดสวรรค์
อย่าไปเรียกมันว่าคำควบเลย
มันอ่านว่า ซวย เสียแล้วหละเหวย
ฟังคำเฉลยที่จะรำพัน🎶

พยัญชนะต้นควบกับ ร⛵ 
        ได้แก่ ครู เพราะ ครัว กรน ปรวนแปร ขรุขระ พระ ตรง ครั้ง กราบ โปรด ปรักปรำ ครื้นเครง เคร่งครัด ครอบ ปรอย กรอง
คำที่มี ร เป็นคำควบกล้ำ⛵
             คำควบกล้ำคือคำที่อ่านออกเสียงพยัญชนะต้น ทั้งสองตัวหน้า เป็นเสียงกล้ำพร้อมกันมี   กร-   ขร-   คร-   ตร-   ปร-  พร-     เช่น เต่ากระ มะกรูด ปลากราย กราบพระ ครีบปลา หอยแครง พริกไทย เครื่องบิน แปรงฟัน เสือโคร่ง

พยัญชนะต้นควบกับ ล🐵
        ได้แก่ เปล่า ปลีก คลาน คลุก เคล้า เปลี่ยนแปลง กลบ กลม เพลิดเพลิน เกลี้ยกล่อม เกลียวคลื่น คล่องแคล่ว เกล้า
คำที่มี ล เป็นคำควบกล้ำ🐵
             คำควบกล้ำคือคำที่อ่านออกเสียงพยัญชนะต้น ทั้งสองตัวหน้า เป็นเสียงกล้ำพร้อมกันมี   กล-   ขล-   คล-   ปล-  พล-     เช่น ของกลาง เป่าขลุ่ย กล่องนม เปลวไฟ ลำคลอง ปลีกล้วย พลอย แปลงผัก  เกล็ดปลา ตีกลอง
พยัญชนะต้นควบกับ ว💍
        ได้แก่ กวาด ขวาน ควาย ขวิด แคว่งคว้าง แขวน ขวนขวาย คว่ำ ควาญ แกว่งไกว ความ แคว้น ขวัญ ควัน
คำที่มี ว เป็นคำควบกล้ำ💍
             คำควบกล้ำคือคำที่อ่านออกเสียงพยัญชนะต้น ทั้งสองตัวหน้า เป็นเสียงกล้ำพร้อมกันมี   กว-   ขว- คว- เช่น แตงกวา ไม้แขวนเสือ ขวาน ควันไฟ กวาง นอนคว่ำ ไขว่ห้าง สูงกว่า ควาย ไม้กวาด


คำควบไม่แท้❎
         คำควบไม่แท้ ได้แก่ พยัญชนะ "ร" ควบกับพยัญชนะตัวหน้าประสมสระตัวเดียวกัน เวลาอ่านไม่ออกเสียง "ร"  ออกเสียงเฉพาะตัวหน้าหรือ มิฉะนั้นก็ออกเสียง เป็นเสียงอื่นไป
         คำควบไม่แท้ที่ออกเสียงเฉพาะพยัญชนะตัวหน้า  ได้แก่พยัญชนะ จ  ซ  ศ  ส  ควบกับ ร เช่น จริง ไซร้ เศร้าสร้อย  ศรี   ศรัทธา  เสริมสร้าง  สระ  สรง  สร่าง

         คำควบไม่แท้ ท ควบกับ ร แล้วออกเสียงกลายเป็น ซ ได้แก่ ทรง ทราบ ทราม ทราย แทรก ทรุด โทรม  มัทรี  อินทรี  นนทรี  พุทรา